แกะรอยพิมพ์เขียวรัฐบาลบิ๊กตู่ 5 ประเด็นหลักถอดโมเดล “ทักษิณ”!?

แกะรอยพิมพ์เขียวรัฐบาลบิ๊กตู่ 5 ประเด็นหลักถอดโมเดล “ทักษิณ”!?

จับตาปรากฏการณ์ความเหมือนของ “รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์” กับ “รัฐบาลทักษิณ” ทั้งนโยบายประชานิยม การจัดประชุม ครม.สัญจร กรณีคอร์รัปชันอันอื้อฉาว ปัญหาการแทรกแซงองค์กรอิสระ พร้อมยุทธวิธีดูดยกพรรคเพื่อยึดเสียงข้างมากในสภา ด้าน “อ.คมสัน” ชี้เหตุที่โมเดลเหมือนกัน เพราะใช้ทีมงานเดียวกัน!

แปลกแต่จริงเมื่อรัฐบาลต่างขั้ว ต่างที่มา อย่างรัฐบาล “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมาจากการรัฐประหาร ด้วยเหตุผลเพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง กับรัฐบาล “นายทักษิณ ชินวัตร” ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง แต่ภายหลังถูกประชาชนชุมนุมขับไล่เพราะไม่พอใจกับการทุจริตคอร์รัปชัน กระทั่งนำไปสู่การยึดอำนาจโดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีบิ๊กตู่เป็นหัวหน้า คสช. เมื่อปี 2557

หากแต่ทั้งสองรัฐบาลกลับมีพฤติการณ์หลายอย่างที่เหมือนกันอย่างไม่น่าเชื่อ ? ไม่ว่าจะเป็นนโยบายประชานิยม และการจัดประชุม ครม.สัญจร ที่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นโครงการถลุงงบประมาณเพื่อหาเสียง ปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในโครงการขนาดใหญ่ที่สร้างความเสียหายให้แก่บ้านเมืองอย่างมหาศาล การใช้อำนาจแทรกแซงองค์กรอิสระซึ่งหลายฝ่ายมองว่าจะส่งผลให้องค์กรเหล่านี้ไม่สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารและนิติบัญญัติได้ต่อไป หรือแม้แต่กลยุทธ์การดูดนักการเมืองกลุ่มต่างๆ เข้าสังกัดเพื่อสร้างฐานอำนาจและยึดครองเสียงข้างมากในสภา ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาเผด็จการรัฐสภาดังที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

•โครงการประชานิยมหว่านงบ

โครงการประชานิยมดูจะเป็นหนึ่งในกลยุทธ์การสร้างฐานเสียงที่นักการเมืองนำมาใช้ตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา ขณะที่รัฐบาลทักษิณได้ริเริ่มโครงการประชานิยมที่เรียกคะแนนจากประชาชนรากหญ้าได้ล้นหลาม อย่าง โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค โครงการพักชำระหนี้ให้เกษตรกร โครงการกองทุนหมู่บ้าน โครงการบ้านเอื้ออาทร และอีกหลากหลายโครงการที่แม้จะมีเสียงวิจารณ์ว่าเป็นนโยบายผลาญงบประมาณแต่ก็ส่งผลให้เขาสามารถครองใจประชาชนมาจนถึงทุกวันนี้

ด้านรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่แม้จะมีทีท่าว่ายืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับระบอบทักษิณ แต่ดูเหมือนจะเดินตามแนวทางประชานิยมที่ไม่ต่างจากรัฐบาลทักษิณ ที่ฮือฮาที่สุดเห็นจะเป็นการแจกเงินให้คนจน ภายใต้ชื่อโครงการ “สวัสดิการแห่งรัฐ” เมื่อปี 2559 โดยให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้และคนจนในเมือง จำนวน 8.3 ล้านราย วงเงินรวม 19,290 ล้านบาท

ตามด้วยโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือที่เรียกกันว่า “บัตรคนจน” ที่เปิดให้ผู้มีรายได้น้อยมาลงชื่อทำบัตรเพื่อใช้แทนเงินสดในการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคและเป็นค่าโดยสารรถสาธารณะตามวงเงินที่กำหนด ถึงสองรอบด้วยกัน โดยรอบแรกในปี 2560 รัฐทุ่มงบประมาณ 41,940 ล้านบาท เพื่อช่วยลดภาระการใช้จ่ายให้แก่ประชาชน 11 ล้านคน ส่วนรอบที่สองในปี 2561 รัฐบาลอัดงบประมาณรวม 35,679.09 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือคนจนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐผ่าน 34 โครงการ โดยนอกจากการใช้บัตรแทนเงินสดซื้อสินค้าแล้วยังมีโครงการพัฒนาอาชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตในด้านต่างๆ อีกด้วย โดยตั้งเป้าช่วยเหลือคนจน 5.3 ล้านคน ซึ่งแน่นอนว่าโครงการดังกล่าวจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นการหว่านเงินหาเสียงแต่ก็สามารถเรียกคะแนนนิยมจากประชาชนได้ไม่น้อย
ครม.สัญจร เรียกยคะแนนนิยม

อีกทั้งโครงการจัดประชุม ครม.สัญจร ซึ่งคณะรัฐมนตรียกขบวนลงพื้นที่ไปจัดประชุมและพบปะกับประชาชนในจังหวัดต่างๆ เพื่อสร้างความใกล้ชิดและเรียกคะแนนนิยม โดยในสมัยของอดีตนายกฯ ทักษิณนั้นลงพื้นที่พร้อมโครงการวาดฝันว่าจะพัฒนาจังหวัดต่างๆ เพื่อให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือต้องมีกิจกรรมที่นายกฯ จะกลายเป็นภาพข่าวในเช้าวันรุ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการคาดผ้าขาวม้า สับหมูย่าง ทอดปาท่องโก๋ ฯลฯ ซึ่งล้วนสร้างความประทับใจให้ประชาชนในทุกภูมิภาคและกลายเป็นต้นแบบของอีเวนต์ทางการเมืองมาจนถึงทุกวันนี้

เมื่อมาถึงการประชุม ครม.สัญจรในยุครัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ก็ดูจะอลังการไม่แพ้กัน อาทิ การประชุม ครม.สัญจร ที่ จ.พิษณุโลก-สุโขทัย เมื่อวันที่ 25-26 ธ.ค. 2560 ซึ่งได้วางยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในภาคเหนือ โดยเน้นโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานและการบริหารจัดการน้ำ งานนี้นอกจากจะมีข้าราชการและประชาชนแห่แหนมาต้อนรับแล้ว บิ๊กตู่ยังโชว์ขับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าซึ่งเป็นภาพที่ทุกสำนักข่าวต้องรีบกดชัตเตอร์อีกด้วย หรือการประชุม ครม.สัญจรที่ จ.สุรินทร์-บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 7-8 พ.ค. 2561 ที่ผ่านมา พร้อมอภิมหาโปรเจกต์ โดยมีการประชุมพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมกลุ่มจังหวัดภาคอีสานตอนล่าง ประกอบด้วย นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ เพื่อพิจารณา 121 โครงการ ในวงเงินงบประมาณ 20,706 ล้านบาท ซึ่งนายกฯ ตู่ได้สร้างภาพความทรงจำด้วยการนุ่งโสร่ง สาวไหม ตำข้าว และรำเรือมตร๊ด (รำตรุษสงกรานต์) อันเป็นวัฒนธรรมพื้นถิ่นของบุรีรัมย์ ที่ทำให้ชาวบ้านปลาบปลื้ม

ขอบคุณข่าวที่มีประโยชน์ และติดตามข่าวฉบับเต็มได้ที่ ผู้จัดการออนไลน์